หนังฝรั่ง ‘เลิฟ แอนด์ มอนสเตอร์’ ‘Love and Monsters’

0

หนังฝรั่ง ‘เลิฟ แอนด์ มอนสเตอร์’ ‘Love and Monsters’ ผลงานจากผู้กำกับอย่าง Michael Matthews ที่เคยกำกับ ‘Five Fingers for Marseilles’ ที่เป็นหนังระทึกขวัญย้อนยุคมาก่อน และเคยเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับของหนังสั้นอีกสองเรื่อง แน่นอนว่าชื่ชั้นของเขาคงไม่สูงส่งมากมายนัก แต่ครั้งนี้ เขาได้งานที่ต้องเล่นกับเอฟเฟกต์ มีความแฟนตาซีผจญภัย แถมยังได้ทำงานกับนักแสดงที่ผ่านหนังใหญ่มาพอสมควร

เมื่อโลกเผชิญเหตุดาวเคราะห์น้อยนาม อากาธา 616 ที่เตรียมโหม่งชนโลก มนุษย์จึงร่วมมือกันระดมยิงทุกอย่างเข้าใส่หมายทำลายให้แหลกเป็นจุล แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะสารพิษทุกอย่างร่วงหล่นตกสู่พื้นผิวโลก ในที่สุด สัตว์หลายชนิดก็กลายพันธุ์ขยายใหญ่จนโลกนี้กลายเป็นโลกของมอนสเตอร์ และกลายเป็นว่า มนุษย์เริ่มเข้าใกล้คำว่าสูญพันธุ์

โจเอล (Dylan O’Brien จาก The Maze Runner) เด็กหนุ่มผู้ดำรงชีวิตเป็นพ่อครัวอยู่ในโคโลนีแห่งหนึ่งใต้ดิน เขารู้สึกไร้ค่าไร้ประโยชน์ และแรงบันดาลใจของเขาเพียงหนึ่งเดียวคือ เอมี่ (Jessica Henwick จากซีรีส์เรื่อง Game of Thrones และ Iron Fist และหนังเรื่อง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens) หญิงสาวที่เขาคบหาเมื่อ 7 ปี เขาอาศัยเครื่องวิทยุสื่อสารเพื่อคอยติดต่อกับเธอจนได้รู้ว่าเธออยู่ที่อีกโคโลนีหนึ่งที่ห่างออกไป 85 ไมล์ จึงคิดจะเดินทางตัวคนเดียวไปหาเธอ

เป็นหนังที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักตอนเริ่มดู เห็นว่าพล็อตและภาพมันดูน่าสนใจเลยเปิดเข้าไปดู จึงได้พบว่าหนังมีนักแสดงที่คุ้นเคยอยู่มากมายหลายคน แถมซีจียังค่อนข้างดีไม่มีลอย พล็อตอาจจะดูเบาบางแต่ดำเนินเรื่องได้บันเทิงน่าติดตามอยู่ เราลองมาดูว่า มีอะไรให้พูดถึงในหนังเรื่องนี้บ้าง?

เป็นหนังที่มีความเป็นไซไฟ แต่ใช้จินตนาการแบบแฟนตาซี เริ่มต้นด้วยการเล่าที่มาที่ไปของโลกที่เกิดขึ้นในหนัง ดาวเคราะห์น้อยที่ลอยมาใกล้ชนโลก และมนุษย์ก็ใช้เทคโนโลยีทางทหารของเราเอง ระดมยิงจรวดที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สุดท้ายก็ตกลงบนโลก ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตมีโครงสร้างเปลี่ยนไป ตัวบทเลือกให้สัตว์ที่กลายพันธุ์ต้องเป็น ‘พวกเลือดเย็น’ เท่านั้นด้วยนะ นั่นหมายความ ‘พวกเลือดอุ่น’ จะกลายเป็นอาหารของพวกมันทันที

เอาจริงๆ ก็ชวนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมผลของสารเคมีในจรวดที่ร่วงหล่นลงมาจึงมีผลเฉพาะสัตว์เลือดเย็น ทำให้มนุษย์ที่เคยเป็นผู้ล่า เป็นส่วนบนสุดของห่วงโซ่อาหารถูกพลิกกลับไปเป็นใต้สุดไปโดยปริยาย เดาๆ เอาว่า เขาคงต้องการสร้างโลกในหนังใหม่ให้เป็นมนุษย์ที่ต้องเอาตัวรอดจากเหล่ามอนสเตอร์ตัวยักษ์ แถมยังเสี่ยงสูญพันธุ์หลังมนุษย์ตกตายไปแล้วถึง 95% ใน 1 ปี

หนังเซ็ตให้เด็กหนุ่มผู้ที่ดูไร้คุณค่า (จริงๆ ก็มีแต่เขาไม่ค่อยมองมันอย่างภาคภูมิใจ) ไม่เคยจับอาวุธขึ้นสู้จริง ให้ต้องลุกขึ้นมาจากหลุมบังเกอร์ และเดินเท้าคนเดียวออกไปในพื้นที่ที่เป็นป่า ทุ่งหญ้า ที่อาจมีสัตว์ประหลาดยักษ์ซุกซ่อนอยู่ โดยที่เขาไม่รู้จักมันเลย ไม่รู้เลยว่าจะป้องกันตัวยังไง ยิงหน้าไม้ก็ไม่เป็น ไม่มีคู่หูคอยระวังและช่วยเหลือ

นอกเหนือจาก Dylan O’Brien ที่รับบทโจเอล พระเอกหนุ่มผู้เดินทางตามหารักแท้ผ่านดงมอนสเตอร์ จะเคยแสดงหนังดังที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง The Maze Runner ทั้งสามภาคแล้ว เขาก็ยังเล่นหนัง Deepwater Horizon, American Assassin, พากย์เสียงเป็นบัมเบิลบีในหนัง Bumblebee และซีรีส์ Teen Wolf อีกด้วยนะ คนไทยจึงน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาพ่อหนุ่มดีแลนเป็นอย่างดี แต่นักแสดงคนอื่นนี่สิ คนดูน่าจะเคยผ่านตาแต่อาจจะไม่แน่ใจ

หนังเดินเรื่องด้วยองค์ประกอบที่เรียกได้ว่า อำนวยและอวยตัวเอกอย่างเหลือเชื่อ แต่สามารถสร้างความสนุกและบันเทิงให้กับคนดูได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสุนัขแสนรู้ที่ร่วมเดินทางที่พาให้คนดูทึ่งไปกับพฤติกรรมของมัน แถมมันยังเข้าคู่กันดีกับโจเอลเสียอีกด้วย ขณะที่มอนสเตอร์ชนิดหนังก็คือลิงก์กับสิ่งมีชีวิตที่คนดูรู้จักอยู่ก่อนแล้ว

แถมยังใส่คาแรกเกอร์ให้กับพวกมันสร้างสีสันที่ทำให้เป็นการผจญภัยที่คนดูก็นึกไม่ถึง ประกอบซีจีที่ดีเกินจะกว่าจะเป็นหนังครอบครัวที่สร้างมาเพื่อให้ดูบนหน้าจอทีวี เพราะหนังเรื่องนี้ ตั้งใจจะสร้างมาเพื่อฉายโรง โปรดักชันของหนังเรื่องนี้จึงดีเกินหน้าหนังหลายเรื่องอยู่ ส่วนองค์ประกอบของดนตรีประกอบอาจจะไม่ได้โดดเด่นนักแต่ก็สอดรับกับการดำเนินได้อย่างดี

เมื่อมันเดินไปถึงจุดหนึ่ง ฉากหน้าของความเป็นหนังผจญภัย ได้แปรเปลี่ยนหนังดราม่าชั่วขณะ พาตัวละครและคนดูอย่างเราแปรเปลี่ยนอารมณ์ไปสิ้นเชิง เหมือนเราจะได้รับความรู้สึกที่โจเอลรู้สึกไปด้วย กลายเป็นหนังที่ดูเด็กๆ เรื่องนี้ส่งผลถึงหัวใจเราได้ด้วย

สรุป
มันคือเรื่องราวของชายหนุ่มที่ชีวิตของเขาต้องสูญเสียทุกอย่าง หลังโลกพบการมาถึงของดาวเคราะห์น้อย สูญเสียพ่อแม่ไปตลอดกาล พลัดพรากจากคนรักนานราว 7 ปี ดำรงชีวิตอยู่ในหลุมบังเกอร์ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่เขามีความสามารถในการทำอาหาร วาดภาพ วิทยุสื่อสาร และมีความรักที่ปักใจ

และสิ่งสุดท้ายนี่แหละที่ผลักดันให้เขาเลือกจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ออกไปข้างนอกคนเดียวทั้งที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์อะไรเลย เพื่อตามหาหญิงคนรักที่เขารู้ว่าอยู่ที่ไหน ออกเดินทางโดยไม่มีเข็มทิศ มีแค่แผนที่ที่ไร้ประโยชน์ ไม่ได้ใช้ แต่พบพานตัวช่วยมากมายและอาจมากพอให้เขาไปถึงจุดหมายได้

Related Posts

© All Right Reserved
Proudly powered by WordPress | Theme: Shree Clean by Canyon Themes.